ข่าวออนไลน์อาชญากรรม
ลางร้ายก่อนผัวเมียผูกคอตายปริศนา แม่โพสต์รูปกองเงิน-ญาติทักเหมือนเรียกโจรมาฆ่าลูก
แม่สะอื้น โพสต์รูปเงินสดนำมาเรียงเป็นจำนวนมาก ก่อนสองผัวเมียจะผูกคอตายปริศนา ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งมีญาติมาทักว่าทำแบบนี้เหมือนนำโจรเข้ามาฆ่าลูก

จากกรณีที่เมื่อ 30 ม.ค. 62 ที่บริเวณข้างลำห้วยป่าดำ พบศพ นายจรัญฐาธีนากร อายุ 23 ปี และ น.ส.ทิพวรรณ อายุ 23 ปี สามีภรรยาชาวจังหวัดอุบลราชธานี ใช้เชือกผูกคอตายกับต้นไม้ ด้วยเชือกเส้นเดียวกันอย่างเป็นปริศนา โดยพ่อและแม่ของผู้ตายไม่ปักใจเชื่อว่าผู้ตายจะฆ่าตัวตายเองเนื่องจากไม่มีมูลเหตุและมีข้อสงสัยหลายจุด
ความคืบหน้าล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (25 ก.พ.) เมื่อเวลา 17.00 น. ที่บริเวณบ้านพักกลางไร่มันสำปะหลังแห่งหนึ่ง เขตตำบลน้ำโจ้ อ.แม่ทะ จ.ลำปาง นายสุริยา พ่อของนายจรัญฐาธีนากร ผู้ตาย ได้น้ำกิ่งไม้ เชือกฟาง และแกนข้าวโพดมาจำลองเหตุการณ์วันเกิดเหตุที่ทั้งคู่ผูกคอตายปริศนา รวมถึงข้อสงสัยของครอบครัวให้ผู้สื่อข่าวดู และยืนยันว่าลูกชายและลูกสะใภ้ไม่ได้ฆ่าตัวตายเองอย่างแน่นอน
ด้าน นางเพชรา อายุ 47 ปี แม่ของนายจรัญฐาธีนากร ผู้ตาย ได้นำภาพซึ่งถ่ายจากโทรศัพท์มือถือมาให้ผู้สื่อข่าวดู ซึ่งในภาพจะเห็นเงินแบงก์พันจำนวนหลายหมื่นบาทนำมาคลี่เป็นวงกลม และข้างๆ มีภาพของหลานชายวัย 2 ขวบ ซึ่งเป็นลูกของลูกชายกับลูกสะใภ้อยู่ข้างๆ
นางเพชรา เปิดเผยว่า ก่อนที่ลูกจะผูกคอตายปริศนาประมาณ 1 อาทิตย์ ตนเองด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้นำภาพดังกล่าวโพสต์ลงในเฟชบุ๊ก และลูกได้มีแท็กเข้ามา และอาจนำภาพไปโพสต์ต่อ ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งมีญาติมาทักว่าทำแบบนี้เหมือนนำโจรเข้ามาฆ่าลูก
ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้บอกให้ตำรวจทราบในทีแรกเพราะไม่คิดว่าจะเป็นประเด็นทำให้ลูกเสียชีวิต จนกระทั่งญาติมาทักดังกล่าว และเรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกชายเสียชีวิตหรือไม่
นางเพชรา กล่าวอีกว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นลูกชายและลูกสะใภ้เตรียมเงินประมาณ 4-5 หมื่น เพื่อจะนำไปฝากธนาคารช่วงที่ไปซื้อนมให้ลูก โดยเงินดังกล่าวได้มาจากการขายหัวมันสำปะหลัง ซึ่งบางส่วนเตรียมไว้จะจ่ายค่าเช่าที่ดิน แต่หลังเกิดเหตุเงินจำนวนดังกล่าวได้หายไป โดยทางครอบครัวได้บอกตำรวจไปแล้วแต่ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการตรวจสอบว่าเงินหายไปไหน
หลังจากลูกเสียชีวิตไปแล้ว ทุกวันนี้ตนเองนอนก็ไม่ค่อยหลับกลัวลูกจะตายฟรี และไม่มีกำลังใจที่จะทำงาน จะกลับไปอยู่ที่บ้านก็กลับไม่ได้เพราะต้องเก็บหัวมันที่ยังเหลืออีกหลายสิบไร่อีกทั้งยังต้องปลูกมันสำปะหลังรุ่นใหม่อีก หนี้สินก็ยังมีจึงต้องทนก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป ทั้งที่กลัวว่าครอบครัวจะไม่ปลอดภัย
ตอนนี้ยอมรับว่าเหมือนคนเสียศูนย์ เครียดจัดเพราะคดีของลูกชายและลูกสะใภ้ก็เหมือนจะไม่คืบหน้า พยานหลักฐานก็หาลำบาก จึงอยากขอวิงวอนนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือลงมาดูคดีของลูกตนให้ได้รับความยุติธรรมด้วย