Site icon 77จังหวัด ประเทศไทย

หวั่นสะดุดกลไกราชการ-การเมืองแทรก

ขอบคุณภาพข่าวจาก prachachat

ขอบคุณภาพข่าวจาก prachachat

รัฐบาลขยับ “วงเงิน” ในการต่อสู้กับโรคระบาดและการเยียวยา-ฟื้นฟูเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนจาก 1.68 ล้านล้านบาท ขึ้นมาเป็น 1.9 ล้านล้านบาท

แยกเป็นมาตรการการคลัง 1 ล้านล้านบาท และมาตรการการเงิน 900,000 ล้านบาท

โดยในจำนวนนี้จำแนกออกได้เป็น 4 กลุ่มคือ

6 แสนล้านเพดานแตกเน้นแจก 5 พัน 18 ล้านคน
ถึงแม้ว่า “กรอบ” ของตัววงเงินทางการคลังจะมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ “ไส้ใน” ของเงินทั้งหมดนั้นยังน่ากังวล หากแยกวงเงินออกมาเป็นก้อนหลัก ๆ ดังนี้

ยอด 600,000 ล้านบาท ที่จะใช้กับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ, เกษตรกร และดูแลด้านสาธารณสุข คาดว่าอาจจะไม่เพียงพอ เพราะต่อให้นับตัวเลข “ต่ำที่สุด” ของผู้ได้รับผลกระทบที่จะอยู่ในข่ายเยียวยา รายละ 5 พันบาท ที่กระทรวงการคลังคาดไว้ 9 ล้านคน หากแจก 6 เดือน จะใช้วงเงิน 270,000 ล้านบาท หรือมากกว่านี้ จากผู้ลงทะเบียนผ่านเว็บ “เราไม่ทิ้งกัน” จำนวน 24.5 ล้านคน

กับอีก 1 ยอดที่ถูกเพิ่มเข้ามาคือ การแจกเงินสดให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 9 ล้านคน คาดว่าจะจ่ายรายละ 5,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ใช้วงเงิน 270,000 ล้านบาท

ขณะที่วงเงินสำหรับใช้กับงานสาธารณสุข เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคให้ชะงัดและชะงักโดยทันที เพื่อลดจำนวนความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนอยู่ในระดับต่ำสุด

แต่กลับพบว่า วงเงินที่ระบบสาธารณสุขจะได้รับการจัดสรรประมาณ 30,000-60,000 ล้านบาท พร้อม ๆ กับมติคณะรัฐมนตรี ที่อนุมัติให้บรรจุข้าราชการสาธารณสุขเพิ่มอีก 45,000 ตำแหน่ง ตัวเลขที่ย้อนแย้งนี้อาจจะเป็นเพราะเหตุผลทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล

4 แสน ล.ผ่านกลไกราชการ “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”
วงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่ระบุเพื่อใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เน้นที่ชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในท้องถิ่น นับว่า “น่าเป็นห่วงที่สุด” เพราะหลักการใช้มาจากให้หน่วยราชการเป็นผู้เสนอโครงการ โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกลั่นกรองก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

กลไกของระบบราชการ จากชุมชนถึงกระทรวงการคลัง ถูกกำกับด้วยระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เต็มไปด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยาก อาจช้าไม่ทันการณ์ต่อการแก้ไขปัญหา เข้ากับสำนวน “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”

กว่าเงินจะถึงมือชาวบ้านที่กำลังรอการช่วยเหลือ อาจต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน

ไม่นับว่าอาจมี “พรรคการเมืองร่วมรัฐบาล” ที่ต้องการร่วมขบวนในวงเงินนี้ ด้วยการเสนอโครงการ “สนามบินท้องถิ่น” เข้าสู่วาระการพิจารณาด้วย

ดังนั้นความโปร่งใส คู่ขนานความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพจึงสำคัญไม่แพ้กัน

5 แสนล้านซอฟต์โลนให้ SMEs-ไม่ถึงรายเล็กตัวจริง
สำหรับวงเงิน 500,000 ล้านบาท เป็นซอฟต์โลนของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้กู้กับ SMEs ในวงเงินไม่เกินรายละ 500 ล้านบาท และให้ธนาคารพาณิชย์-สถาบันการเงินอื่น ๆ พักหนี้ SMEs ที่มีวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท

กลุ่มที่จะได้รับการช่วยเหลือส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ในขณะที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากวิกฤตหนนี้คือผู้ประกอบการในภาคบริการ ตั้งแต่ระดับใหญ่อย่างสายการบินและโรงแรม จนถึงระดับล่าง-ระดับเล็ก ที่ขายข้าวแกง-อาหารห้องแถว-ริมถนน ในเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศ

หากต้องช่วยเหลือ “รายเล็ก” ระดับ “รากหญ้า” อันเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจและปากท้องชาวบ้าน ด้วยตัวเลขคาดการณ์ 200,000 ราย ด้วยการ “ให้เปล่า” ครั้งเดียวจบ เป็นทุนต่อชีวิตกิจการ รายละ 10,000 บาท ใช้งบประมาณ 2,000 ล้านบาท (จากยอด 1.9 ล้านล้าน)

4 แสนล้าน แบงก์ชาติเป็นเจ้ามือซื้อตราสารหนี้
วงเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมไว้รับซื้อตราสารหนี้ภาคเอกชน เพื่อป้องกันความปั่นป่วนในตลาดการเงิน 400,000 ล้านบาท นับเป็นรายการที่จัดสรรเพื่อภารกิจที่ชัดเจนที่สุด

ขณะนี้มีบริษัทเอกชนที่ออกตราสารหนี้มาขายจำนวนทั้งสิ้น1.6 ล้านล้านบาท หากมีการนำออกมาถล่มขายเพราะขาดความน่าเชื่อถือ อาจส่งผลสะเทือนต่อตลาดทุนและตลาดหุ้น

หากตลาดเงินถล่มลงมา ประเทศนี้ก็จะได้วิกฤตเหมือนปี 2540 ซ้อนทับเข้ามาบนวิกฤตโรคระบาด และวิกฤตแห่งความฝืดเคืองอีกชั้นหนึ่ง

วงเงินที่ชัดเจนที่สุดก้อนนี้ก็คือ การช่วยเหลือ “ขาใหญ่” มีความชัดเจน ตรงไปตรงมา ขณะที่มาตรการช่วยเหลือ “ขาเล็ก” ทั้งหลายยังไม่ชัดเจน หรือมีความน่ากังวลว่าจะมีช่องว่างรอยโหว่เกิดขึ้น

และเมื่อจะต้องใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมหาศาล เพื่อชี้ชะตาคนรุ่นปัจจุบัน และอนาคตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า จำเป็นที่วงเงินนั้นต้องใช้เพื่อแก้ปัญหาหรือวิกฤตที่ “เพียงพอ” และต้อง “ตรงเป้าหมาย”

ทั้งต้องหยุดการแพร่ระบาดของโรคให้น้อยที่สุด คือบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนให้มากที่สุด พร้อมกับเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ได้ทั่วถึงที่สุด

และสามารถกอบกู้ความเสียหายที่เกิดขึ้นให้ฟื้นขึ้นมาได้มากและเร็วที่สุด อย่างรวดเร็ว ทันการณ์ ลดขั้นตอนกลไกราชการ ให้ระบบราชการแตะเงินหรือเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการอนุมัติเงินให้น้อยที่สุด

ใช้วาระนี้เป็น “โอกาสที่ดีจะรื้อสร้างใหม่” ประเทศไทย หากมีนักการเมือง-ใครที่ฉวยโอกาสเข้ามาหากิน ต้องมีการจัดการให้เด็ดขาดชัดเจน

และควรให้รางวัล-ช่วยเหลือด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี กับกิจการที่ดี-กลืนเลือด กิจการที่ไม่ลดจำนวนพนักงาน ไม่ลดเงินเดือนค่าจ้าง หรือลดลงมาก็น้อยที่สุด

รัฐ-ราชการควรมีมาตรการกระตุ้น ผลักดัน หรือส่งเสริมให้กิจการบางประเภท ทำกิจกรรมและกิจการที่เป็นประโยชน์ ทั้งในเรื่องการจ้างงาน และการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ เช่น จักรอุตสาหกรรมจำนวนหลายแสนหรือนับล้านตัวในประเทศ ตัดเย็บหน้ากากผ้าเพิ่มขึ้น โดยรัฐเป็นผู้รับซื้อ นำไปแจกหรือจำหน่ายในตลาดโลก ที่ยังมีดีมานด์ที่สูงขึ้น

หรือจะสนับสนุนให้เกิดการปรับปรุงเครื่องจักรของผู้ผลิตเม็ดพลาสติกขั้นปลาย เพื่อทำเสื้อคลุม PPE สำหรับแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุข ที่มีความต้องการมหาศาล ทั้งในและนอกประเทศ

รวมทั้งพิจารณา-ตอบสนองข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ผลิตเอทานอลที่จะให้สลับเอาแอลกอฮอล์มาใช้ทางการแพทย์เพิ่มขึ้น

หัวใจของมาตรการหลักและมาตรการเสริมที่ครบเครื่องครั้งนี้ อาจจะต้องเริ่มที่การ “ปรับทัศนคติ” ใหม่ของคนไทยและระบบราชการ ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีที่จะ “รื้อ-สร้าง” สิ่งใหม่ให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

Exit mobile version