
สังคม
ภูมิปัญญานวดกระษัย แก้ชายนกเขาไม่ขัน
“นกเขาไม่ขัน” ที่เป็นปัญหา สำหรับผู้ชายไทยพบว่าอาการนี้จะเริ่มพบตั้งแต่อายุ 26–36 ปี เป็นส่วนน้อยประมาณ 15% แต่ถ้าอายุระหว่าง 37–48 ปี จะเป็นประมาณ 25% และถ้าอายุมากขึ้น อายุ 49–60 ปี เป็นส่วนใหญ่ประมาณ 50% และอายุ 61 ปีขึ้นไป...ที่มีสุขภาพดีจะเป็นอยู่ที่ประมาณ 10%
ประเด็นน่าสนใจมีอีกว่าไม่ใช่เฉพาะในหมู่ “เพศชาย” เท่านั้นที่มีปัญหาการเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศ ยังพบด้วยว่าในกลุ่ม “เพศหญิง” ก็พบปัญหาเหล่านี้ได้เช่นกัน
โดยส่วนใหญ่แล้วจะส่งผลต่อการปวดประจำเดือน ต่อมไร้ท่อทำงานหย่อนยาน อาการเหล่านี้จะนำมาซึ่งปัญหามากมาย ทั้งช่องคลอดแห้ง…หลวม มดลูกหย่อน ปวดหลัง เอว หน้าขา…จนทำให้เกิดภาวะ “ตายด้าน”
แม้ว่าความเสื่อมของร่างกาย…โรคภัยที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องปกติของธรรมชาติ หากแต่มนุษย์ก็มีภูมิปัญญาสู้กับปัญหา คลี่คลายความเจ็บไข้ได้เช่นกัน
ศาสตร์การแพทย์แผนไทยสืบสานภูมิปัญญาไทยไว้หลากหลาย ปัญหาเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศก็เช่นกันพบว่าสามารถฟื้นฟูโดยการ “นวดกระษัย” ด้วยฝีมือของ “หมอนวดไทย” ที่ได้ต่อยอดองค์ความรู้
ผสมผสานวิถีการนวดแบบไทย, จีน, อินเดีย และตะวันตกเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นศาสตร์แห่งการฟื้นฟูสมรรถภาพทุกส่วนของร่างกาย ที่มีชื่อเรียกว่า…“กระษัย 4 ศาสตร์”
ช่วยแก้ปัญหาชายไทยนกเขาไม่ขัน แก้ปัญหาเซ็กซ์เสื่อม ผู้หญิงตายด้าน สร้างความสัมพันธ์ให้ชีวิตคู่ ลดปัญหาการหย่าร้าง นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับชีวิต “หมอนวดไทย” สร้างรายได้ถึงครั้งละ 3,000-4,000 บาท
พท.ดร.ศรัญญา คงจักร์ ประธานชมรมช่วยเหลือหมอนวดไทย และผู้คิดค้นการนวด “กระษัย 4 ศาสตร์” อธิบายให้ฟังว่า คำว่า “กระษัย” มีความหมายว่า “การเสื่อมของร่างกาย”
โดยการเสื่อมนี้ถูกนับรวมตั้งแต่ประสิทธิภาพการทำงานที่ถดถอยลง, อาการป่วย, ร่างกายอ่อนแอ ไปจนถึงการเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศทั้งชายและหญิง โดยในยุคโบราณการนวดกระษัยจะช่วยในการแก้อาการปวดหลัง เอว ปัสสาวะติดขัด รวมไปถึงโรคต่างๆ ที่เกิดจากในอวัยวะทั้ง 6 ได้แก่ หัวใจ ตับ ไต ม้าม ปอด ลำไส้
ซึ่งจะมีทั้งกระษัยเส้นและกระษัยโอปปาติกะ และเมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบันได้เกิดการประยุกต์เอาศาสตร์การนวดกระษัย 4 แบบเข้าด้วยกัน ได้แก่ แบบไทย…จีน…อินเดีย…ตะวันตก จนได้เกิดเป็น “กระษัย 4 ศาสตร์”
“เพื่อดึงเอาข้อดีและหลักการตามวิชาการมาก่อให้เกิดคุณค่าของการนวด ตอบสนองให้เกิดความประทับใจ…สร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับผู้ป่วยได้ทุกชนชาติ”
นับเป็นเวลากว่า 2,500 ปีมาแล้วที่โลกรู้จักศาสตร์ “การนวด” โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศอินเดีย ซึ่งผู้คิดค้นคือ “หมอชีวกโกมารภัจจ์” หมอประจำตัวของพระพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกาล “การนวด” ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อรักษาบรรเทาอาการผู้ที่มีอาการปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก และอาการเส้นยึดต่างๆ…แต่จนเมื่อเวลาผ่านพ้นมาถึงปัจจุบัน ศาสตร์แห่งการนวดก็ได้พัฒนา ผสมผสานกับภูมิปัญญา การแพทย์ วิธีธรรมชาติและวิถีชีวิตจนเกิดศาสตร์การนวด ที่ทำได้ทั้งรักษาและบรรเทาอาการการเจ็บปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย
พท.ดร.ศรัญญา ย้ำว่า สำหรับหลักการที่แท้จริงของ “กระษัย 4 ศาสตร์” คือการนวดเพื่อ “ฟื้นฟู” ต้นเหตุของปัญหาเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศ โดยพบว่าชายไทยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มีปัญหา “ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย” ส่งผลให้ “นกเขาไม่ขัน” หมดอารมณ์ทางเพศ ส่งผลกระทบต่อปัญหาครอบครัว ถึงขั้นหย่าร้าง
และยังส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคเสื่อมต่างๆ ตามมา อาทิ โรคซึมเศร้า ไม่มีความรู้สึกทางเพศ (กามตายด้าน) โรคกระษัย เบาหวาน โรคอ้วน ต่อมลูกหมากโต จนถึงขั้นเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ ซึ่งเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้ชายไทยมากสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็งปอด
สำหรับขั้นตอนการฟื้นฟูร่างกายด้วยการนวด “กระษัย 4 ศาสตร์” จะใช้ระยะเวลารักษาไม่นาน โดยการรักษาแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ขั้นตอนการนวดจะเริ่มจากการนวดแก้เส้นประสาทด้านหลังในคู่ที่เกี่ยวข้อง ขยายหลอดเลือดส่วนหลัง ปรับโครงสร้างตามความจำเป็น
“แก้ไขบริเวณเอว สะโพก ขอบกระดูกเชิงกรานเกลียวข้างและสลักเพชรใน”
ถัดมา…จะเป็นขั้นตอนการแก้เส้นขาด้านหลัง ใต้ก้นย้อย และแก้เส้นในขาตะเกียบ ต่อจากนั้นจะเป็นการกดจุดบริเวณก้นกบ กดจุดสะท้อนไปยังระบบของอวัยวะเพศ และหลังจากนั้นก็จะมีการนวดท้องด้วยศาสตร์จีนที่เรียกว่า “ชี่เนยจังประยุกต์” เพื่อแก้ไขปัญหาอวัยวะภายในช่องท้อง…ปรับสมดุลตามแบบแผนจีน
เสริมด้วยการเลาะพังผืดตามหัวหน่าว ขาหนีบ ฝีเย็บ จนจบด้วยการตรวจและเคลียร์ปัญหาต่างๆ เป็นอันเสร็จสิ้น นอกจากนี้ยังมีการนวดเสริมรูปแบบอื่นอีกมากมาย ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยที่เข้ามาฟื้นฟู

ประสบการณ์ตรงจาก วัชธนชัย นาคคำพันธ์ พนักงานบริษัท อายุ 36 ปี ผู้ที่เคยผ่านการนวด “กระษัย 4 ศาสตร์” เล่าว่า หลังจากปรับตำแหน่งงานสูงขึ้น หน้าที่ความรับผิดชอบมากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน ความเครียดสะสมเป็นเวลานานกว่า 2 ปี…ต้องพบกับปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ขาดความมั่นใจในตัวเอง
ที่สำคัญ…เกิดปัญหาความไม่เข้าใจภายในครอบครัว จึงตัดสินใจเข้ารับการฟื้นฟูจากศาสตร์นี้
“ความรู้สึกตอนนวดครั้งแรกนั้นเจ็บและทรมานมาก เพราะบริเวณหัวหน่าวของผมมีพังผืดเยอะมาก การนวดจึงต้องหนักเป็นพิเศษ จนนอนระบมกว่า 2 วันเลยทีเดียว แต่ไม่น่าเชื่อว่าในวันที่ 3-4 น้องชายก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง” วัชธนชัย ยอมรับตามตรงว่า เรื่องแบบนี้อาจดูเป็นเรื่องน่าอายในสังคม แต่มันส่งผลกับชีวิตคู่มากๆ หากไม่รีบรักษา บางทีอาจจะช้าไปก็ได้
พท.ดร.ศรัญญา บอกอีกว่า แม้ว่าปัญหาเสื่อมของสมรรถภาพทางเพศจะเกิดขึ้นได้ทั้งในเพศชายและหญิง แต่ต้องยอมรับว่ากว่า 99% ของผู้ที่มารับการฟื้นฟูมีเฉพาะเพศชาย ซึ่งผู้ป่วยเพศหญิงอาจมองเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอายและไม่สำคัญ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด
“เรื่องการเสื่อมของเซ็กซ์เป็นสิ่งปกติที่พบได้ในทุกคน ทุกเพศและทุกที่ สำหรับกระษัย 4 ศาสตร์นั้นนับเป็นการสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ซึ่งในปัจจุบันมีหมอนวดไทยเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เรียนรู้ศาสตร์นี้”
ชมรมได้เขียนตำรา “การนวดกระษัย 4 ศาสตร์ ฉบับชะลอการหลั่งและแข็งไม่เต็มที่” เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้กับหมอนวดไทย หามาอ่านได้เพื่อเสริมความรู้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ “ชมรมช่วยเหลือหมอนวดไทย” หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.saranyacommunity.com
“การนวดชนิดนี้ต่างจากการนวดแบบปกติที่ได้ค่าจ้างเพียงชั่วโมงละ 200-300 บาทเท่านั้น อีกอย่างอาชีพหมอนวดเป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน หากมีความรู้เพิ่มเติม จะสามารถต่อยอดอาชีพ…เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับอาชีพหมอนวด”
นอกจากนี้ ชมรมยังได้เตรียมที่จะผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุขยอมรับและจดสิทธิบัตรการนวดกระษัย 4 ศาสตร์ เพื่อเป็นการยกระดับหมอนวดไทย ซึ่งการรวบรวมข้อมูล และพัฒนาให้เข้าถึงแก่นของการฟื้นฟูนี้
คาดหวังกันว่า “กระษัย 4 ศาสตร์” ที่คิดค้นโดยคนไทยผ่านประสบการณ์ “หมอนวดไทย” อาจนำมาซึ่งผลประโยชน์มากมายแก่ผู้ป่วย อีกทั้งยังเป็นการนำชื่อเสียงมาสู่ศาสตร์การนวดของไทย
น่าจะเป็นอีกหนึ่งในศาสตร์ภูมิปัญญาไทยที่ร่วมด้วยช่วยสร้างการยอมรับจากทั่วโลกว่า “ประเทศไทย” คือดินแดนแห่ง “ภูมิปัญญา” อย่างแท้จริง.